MyBanner

โฆษณา

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564

my bytecoin address

 



28ExGFyTXTPdCHYqPqkNasMjTYHpnHFgG7KAAEcQpKkYKoX1UzLzHdsgjykcu8CuQRG9SxEoSH7YxCHJVp7Ui9es3WSjGDt

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564

มะม่วง : พีชพันธุ์ต้นไม้และสมุนไพรที่บ้านฉัน

 



ชื่อเรียกทั่วไป : มะม่วง (Mango)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mangifera indica

วงศ์ : Anacardiaceae


ลักษณะทั่วไป : มะม่วงเป็นไม้ยืนต้น เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ใบ ยาว ปลายแหลม ขอบใบเรียบ ใบอ่อนสีแดง ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ดอก มีขนาดเล็ก สีขาว ผล ลูกอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลือง เมล็ดแบน เปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง

การใช้ประโยชน์ : มะม่วงเป็นพืชสวนชนืดหนึ่งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยส่งผลมะม่วงออกไปขายต่างประเทศเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากฟิลิปปินส์ และแม็กซิโก 


สรรพคุณทางยาในแพทย์แผนไทย : ใบมะม่วง ใช้รักษาแผลสด ช่วยสมานแผล แก้แผลอักเสบ นำมาต้มดื่มแก้เบาหวาน ผลมะม่วง ช่วยลดความเครียด แก้โรคเลือกออกตามไรฟัน บำรุงผิว เพิ่มสมรรถนะทางเพศ ขับปัสสาวะ ป้องกันการเป็นลมแดด ผลดิบถูกใช้เป็นยาแก้เบาหวานมาแต่โบราณ ผลสุกช่วยลดการอักเสบของแผลที่มุมปาก หรือแผลในช่องปาก

ที่สวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา มีการปลูกมะม่วงไว้หลายสายพันธุ์ โดยจะเน้นปลูกไว้กินเป็นหลัก ถือเป็นไม้ชั้นกลางของไม้ 5 ระดับของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และจัดอยู่ในป่าของกิน (forest for eat) ของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างด้วย



มังคุด : พีชพันธุ์ต้นไม้และสมุนไพรที่บ้านฉัน

 



ชื่อเรียกทั่วไป : มังคุด (Mangosteen)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Garcinia mangostana Linn.

วงศ์ : Clusiaceae


ลักษณะทั่วไป : มังคุด เป็นผลประเภทไม้ยืนต้น อายุให้ผลประมาณ 6 ถึง 7 ปี สูง 10-12 เมตร ทุกส่วนมียางสีเหลือง ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปวงรีแกมขอบขนาน  เนื้อใบหนาและค่อนข้างเหนียว หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบสีอ่อนกว่า ดอก ดอกเดี่ยวหรือเป็นคู่ ออกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกมีทั้งสมบูรณ์เพศหรือแยกเพศ กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลืองติดอยู่จนเป็นผล กลีบดอกสีแดง ฉ่ำน้ำ ผล  ค่อนข้างกลม เปลือกนอกค่อนข้างแข็ง แก่เต็มที่มีสีม่วงแดง ยางสีเหลือง เนื้อในมีสีขาวฉ่ำน้ำ จำนวนกลีบของเนื้อจะเท่ากับจำนวนกลีบดอกที่อยู่ด้านล่างของเปลือก

การใช้ประโยชน์ : มังคุดเป็นผลไม้ที่นิยมอย่างมากในแถบเอเชีย โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น "ราชินีแห่งผลไม้" (Queen of Fruits) มังคุดมีสารแซนโทน (Xanthone) ในปริมาณมาก แม้จะมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบ ลดความดันโลหิต ช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งและอาการแพ้ต่าง ๆ

สรรพคุณทางยาในแพทย์แผนไทย : คนไทยรู้จักใช้มังคุดเป็นมานานแนว โดยเฉพาะเปลือก แก้ท้องเสีย หรือใช้เป็นยาสมานแผล เรียกว่า ยาเปลือกมังคุด และเป็นยาสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มีสรรพคุณช่วยสมานแผล ทั้งแผลสดและแผลเรื้อรัง ขนาดและวิธีใช้ ทาบริเวณที่เป็นแผลวันละ 2 ครั้ง เช้า- เย็น ข้อห้ามใช้ ห้ามทาบริเวณขอบตาและเนื้อเยื่ออ่อน แก้โรคท้องร่วง ท้องเสียเรื้อรัง และโรคเกี่ยวกับลำไส้

ที่สวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา มีมังคุดปลูกไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งมังคุดถือเป็นไม้ชั้นกลาง ของไม้ 5 ระดับของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และเป็นส่วนประกอบของป่าของกิน (forest for eat) ของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง อีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564

สัก : พีชพันธุ์ต้นไม้และสมุนไพรที่บ้านฉัน

   


ชื่อเรียกทั่วไป : สัก (Teak tree)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tectona grandis

วงศ์ : Lamiaceae


ลักษณะทั่วไป : สักเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เป็นไม้เนื้อแข็งปานกลาง เปลือกลำต้นเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็ก ๆ สีเทา โคนเป็นพูพอนต่ำ ๆ เรือนยอดเป็นพุ่มทรงกลมค่อนข้างทึบ เปลือกสีเทา เรียบ หรือแตกเป็นร่องตื้นตามความยาวลำต้น ใบ เป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่ ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ปลายใบแหลมโคนมน ยาประมาณ 30 เซนติเมตร กว้างเกือบเท่ายาว ผิวใบขนสากคายสีเขียวเข้ม ดอก มีขนาดเล็ก สีขาวนวลออกเป็นช่อตาม ปลายกิ่ง ออกดอกและเป็นผลเดือน มิถุนายน - ตุลาคม ผล เป็นผลแห้งค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร เปลือกแข็ง ภายในมี 1 - 3 เมล็ด สักเป็นไม้ป่าเบญจพรรณ ผลัดใบในฤดูหนาว พบทั่วไปทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกบางส่วน สักเป็นต้นไม้ที่เติบโตได้ดีในมที่ดอน ไม่ชอบน้ำท่วมขัง


การใช้ประโยชน์ : คนไทยรู้จักใช้ไม้สักมาสร้างเป็นบ้านเรือน และเครื่องใช้ เครื่องเรือนมาหลายพันปี เนื่องจากไม้สักมีความคงทนและมีความสวยงาม

สรรพคุณทางยาในแพทย์แผนไทย : เนื่องสักถือเป็นไม้ประจำถิ่นในพื้นที่ของประเทศไทย คนไทยสมัยก่อนจึงมีการศึกษาทดลองนำส่วนต่างๆ ของต้นสักมีทำเป็นตำรับยาในหลายๆ ลักษณะ ใบและเนื่้อไม้สักมีรสเผ็ดเล็กน้อย ใช้เป็นเป็นยาบำรุงโลหิต แก้โลหิตเป็นพิษ แก้อาการอ่อนเพรีย ขับลม ใบใช้เป็นส่วนประกอบของยาอมแก้เจ็บคอ ใช้เป็นยาขับประจำเดือน ดอกใช้เป็นยาขับปัสสาวะ เนื้อไม้ใช้ขับพยาธิ บางตำรับใช้เนื้อไม้แก้อาการปวดหัวด้วย

ที่สวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา ปลูกต้นสักไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อไว้ใช้สำหรับซ่อมแซมบ้าน หรือทำเครื่องเรือน โดยเป็นส่วนหนึ่งของป่าไม้สร้างบ้านหรือไม้เศรษฐกิจ (forest for construction) ซึ่งเป็นป่าอย่างหนึ่งของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง สักจัดเป็นไม้ชั้นสูง(เรือนยอดสูง)ของไม้ 5 ระดับของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2564

กาแฟ : พีชพันธุ์ต้นไม้และสมุนไพรที่บ้านฉัน

 



ชื่อเรียกทั่วไป : กาแฟ (Coffee)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coffea arabica L.

วงศ์ : Rubiaceae

ลักษณะทั่วไป : กาแฟเป็นไม้พุ่มขนาดปานกลางสูงประมาณ 2 - 3 เมตร กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม สีเขียว กิ่วแก่จะมีลักษรณะแข็งสีน้ำดาล, ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร ยาว 12-15 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนแหลมเล็กน้อย ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบเป็นมัน บางครั้งเป็นคลื่น, ดอก ออกเป็นกระจุกตามง่ามใบ มี 2-9 ดอก หรือมากกว่า สีขาว มีกลิ่นหอม ก้านดอกสั้นมาก มีใบประดับเล็กๆ รูปไข่ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ก้านเกสรเพศเมียพ้นหลอดดอกเล็กน้อย, ผล กลมรี ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผลแก่สีเขียว ผลสุกสีแดงหรือเหลือง ผนังผลหนา เมล็ดแคบยาว มักมี 2 เมล็ด กาแฟที่ปลูกในเมืองไทย มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ โรบัสต้า และอาราบีกา

การใช้ประโยชน์ : กาแฟ ถูกนำมาใช้ทำเครื่องดื่มที่มีประวัติยาวนาน โดยการนำเมล๋็ดในกาแฟแห้งมาคั่ว บด เป็นผง ชงเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบการดื่มที่หลากหลาย


สรรพคุณทางยาในแพทย์แผนไทย : เนื่องจากกาแฟไม่ใช่พืชประจำถิ่นในไทย จึงแทบจะไม่มีการนำกาแฟมาเข้าตำหรับยาโบราณของแพทย์แผนไทย แต่ที่เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า กาแฟมีส่วนประกอบของคาเฟอีน ทำให้มีสรรพคุณเป็นยาชูกำลัง ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น หากดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ



ที่สวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา จะปลูกกาแฟในลักษณะของไม้พุ่มหรือไม้ชั้นเตี้ยของไม้ 5 ระดับของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และจัดอยู่ในกลุ่มป่าของกิน (forest for eat) ของป่า 3 อย่าง ประโชชน์ 4 อย่าง โดยปลูกกระจายทั่วแปลงไม่น้อยกว่า 500 ต้น ผลผลิตบางปี มีปริมาณมากเพียงพอสำหรับการใช้ทำเป็นเครื่องดื่มช่วงพักรับประทางของว่างของการจัดอบรมที่มีในส่วนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่น่าป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทาได้ทั้งปีทีเดียว
 

กระชาย : พีชพันธุ์ต้นไม้และสมุนไพรที่บ้านฉัน

 



ชื่อเรียกทั่วไป : กระชาย (Kaempferia) กะแอน (อีสาน, เหนือ)  ขิงซาย (อีสาน) จี๊ปู (เงี้ยว แม่ฮ่องสอน) ซีพู (เงี้ยว แม่ฮ่องสอน) เป๊าะซอเร้าะ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) เป๊าะสี่ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) ละแอน (เหนือ) 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia rotunda

วงศ์ : Zingiberaceae

ลักษณะทั่วไป : กระชายเป็นพืชล้มลุก ตระกูลขิง (Zingiberaceae) อายุประมาณ 1 ปี เป็นพืชลำต้นใต้ดิน มีลักษณะเป็นจุก เรียกว่า เหง้า มีส่วนรากหลักมีลักษระเป็นแท่ง อวบน้ำ แทงลึกลงในดิน มีส่วนรากฝอยแตกแขนงออกจากรากหลัก ส่วนใบจะชูขึ้นบนดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับเป็นลักษณะวงกลม รูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง 4.5-10 เซนติเมตร ยาว 13-15 เซนติเมตร ตรงกลางด้านในของก้านใบมีร่องลึก ดอก ช่อ ออกแทรกอยู่ระหว่างกาบใบที่โคนต้น กลีบดอกสีขาวหรือชมพูอ่อน ใบประดับรูปใบหอกสีม่วงแดง ดอกย่อยบานครั้งละ 1 ดอก โดยปรกติ กระชายจะทิ้งใบและรากปีละครั้ง โดยจะทิ้งใบก่อน ส่วนรากค่อยๆ ฝ่อลง และจะแตกใบและรากใหม่หลังฤดูแล้งผ่านไป กระชายจะแบ่งเป็น 3 ชนิดคือ กระชายแดง กระชายดำ (กลุ่มกระชายป่า) และกระชายเหลือหรือกระชายขาวหรือกระชายแกง

การใช้ประโยชน์ : คนไทยใช้ส่วนรากและลำต้น (หัวใต้ดิน) เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร มายาวนาน นอกจากนี้กระชายยังมีสรรพคุณทางยา เนื่องจากมีสารสำคัญหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์ ในช่วงที่ไข้หวัดลงปอดหรือโควิด-19 ระบาด ตั้งแต่ปี พ.ศ 2563 ได้มีการวิจัยพบว่าในกระชายมีสารแพนดูเรทินเอ (Panduratin A) และ พินอสตรอบิน (Pimostrobin) สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสโควิด - 19 ในหลอดทดลองได้

สรรพคุณทางยาในแพทย์แผนไทย : กระชายถูกใช้ในหลายหลักษณะ เนื่องจากมีสรรพคุณทางยาที่หลากหลาย เช่น สรรพคุณในการบำรุงกำลัง, การแก้องคชาตตาย, แก้ปวดข้อ, แก้วิงเวียน แน่นหน้าอก, แก้ท้องเดิน, แก้แผลในปาก, แก้บิด, ส่วนการใช้ภายนอกจะสรรพคุณแก้ฝี, สรรพคุณแก้กลาก, ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ นอกจากการแพทย์แผนปัจจุบันยังพบว่าในเหง้าของกระชาย มีสารอาหารหลายชนืด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินต่าง ๆ ซึ่งมีประโยชน์แก่ร่างกาย 


 ที่สวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา ไม่ได้ปลูกกระชายในเชิงการค้า แต่ปลูกเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เป็นกลุ่มพืชหัวใต้ดิน ซึ่งที่สวนจะมีกระชายกระจายอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการปลูกในกระสอบไนลอน ตระกร้า กระถาง เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับคนที่มีที่ดินจำกัดด้วย



วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564

สะตอ : พีชพันธุ์ต้นไม้และสมุนไพรที่บ้านฉัน

  


ชื่อเรียกทั่วไป : สะตอ (Sato) ,Bitter bean, Twisted cluster bean, Stink bean 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Parkia speciosa

วงศ์ : Fabaceae


ลักษณะทั่วไป : สะตอเป็นไม้ยืนต้นตระกูลถั่ว (Fabaceae) ลำต้นสูงใหญ่ เรือนยอดมักจะอยู่สูงกว่าไม้อื่นๆ เนื้อไม้สะตอจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน

ลักษณะใบ
เป็นใบมนเล็กเรียงเป็นแผงอยู่บนก้านใบย่อย แยกแขนงจากก้านใบรวมอีกทีหนึ่งคล้ายใบกระถินแต่มีขนาดใหญ่กว่า สะตอจะผลัดใบปีละครั้ง หรือช่วงสภาพอากาศแล้งจัด 

ดอก เป็นดอกย่อยๆ รวมเป็นกระจุกกลม ลักษณะเดียวกับดอกของกระถิน แต่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า โม่ง

ผล
มีลักษณะเป็นฝักเมล็ดเรียงกันตามแนวยาวของฝัก เมล็ดเมื่อกัดกินจะมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว

การขยายพันธุ์
  
นิยมใช้เป็นเมล็ดแก่จัดแต่ยังไ่ม่เหี่ยวแห้ง เพาะเป็นต้นในถึงเพาะ หรือในบางท้องที่จะใช้วิธีฝังเมล็ดลงดินเลย ส่วนต้นพันธุ์ที่ขายตามร้านจำหน่ายต้นพันธุ์ มีทั้งที่เป็นต้นจากเมล็ด ต้นเสียบยอด หรือ ติดตา 

อายุการให้ผลผลิต
ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือสะตอข้าว เป็นพันธุ์เบา มีความฉุนน้อย จะให้ผลผลิตประมาณ 4 ปี และสะตอดาน เป็นกลุ่มพันธุ์หนัก อาจจะให้ผลช้า 6 ถึง 10 ปี


การใช้ประโยชน์ : เมล็ด ใช้รับประทานสด เป็นผักน้ำพริก หรือใช้เมล็ดสดปรุงเป็นอาหารอื่นๆ ลำต้น ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ใบ ใช้ทำปุ๋ย สะตอ นิยมปลูกร่วมกับพืชสวนอื่นๆ เพื่อช่วยเพิ่มไนโตรเจนให้กับพืชอื่่นๆ


สรรพคุณทางยาในแพทย์แผนไทย : เมล็ดสะตอ จะคูณสมบัติในการแก้อาการไตพิการ, ช่วยปรับความดันในร่างกาย

 ที่สวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา มีการปลูกสะตอ กระจายทั่วพื้นที่กว่า 500 ต้น มีทั้งที่ให้ผลผลิิตแล้ว และปลูกเพิ่มใหม่ โดย สะตอ จะเป็นไม้ชั้นสูงหรือไม้เรือนยอดของป่า 3 อย่่าง ประโยชน์ 4 อย่างของสวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา



โฆษณา a-ads.com

TraffiG Banner exchange.