MyBanner

โฆษณา

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564

วิธีตั้ง path ใน Windows 10

  


          ผู้เขียนได้ทำการติดตั้งโปรแกรมโปรแกรมหนึ่งบน Windows 10 เป็นโปรแกรมที่ต้องเรียกผ่าน Command Prompt ปํญหาก็คือ เวลาจะเรียกโปรแกรมดังกล่าว ผู้เขียนต้องสั่ง cd (เปลี่ยนไดเรคทอรี่) ไปแหล่งที่เก็บโปรแกรมดังกล่าวทุกครั้ง ที่ทำการเรียกโปรแกรมขึ้นมาทำงาน ซึ่งบางครั้งก็ลืมว่าเก็บไว้ที่ไหน
 บน Windows 10 หรือ Windows เวอร์ชันอื่นๆ จะมีวิธีการที่จะทำให้เรา ไม่ต้องสั่งเปลี่ยนไดเรคทอรี่ (cd) ไปยังแหล่งที่เก็บโปรแกรมที่เราต้องการเรียกใช้งาน ซึ่งจะเรียกว่า การกำหนด path เพื่อให้ระบบหรือกลไกของ Windows รับรู้ว่า ไดเรคทอรี่ที่เก็บโปรแกรมที่เราต้องการเรียกใช้งาน เป็นไดเรทอรี่หนึ่งของระบบ ซึ่งการตั้ง path จะทำได้โดยการคลิกหรือแตะเลือกที่ไอคอน Search Windows (ไอคอนรูปแว้นขยาย) บนแถบ Tool bar ของ Windows จากนั้น พิมพ์ข้อความ env [Enter] บนกรอบย่อย ดังรูปข้างต้น ซึ่งจะทำให้มีไดอะล็อก ชื่อ System Properties ปรากฏขึ้นจอภาพดังรูปถัดไป


 บนไดอะล็อกชุดนี้ ให้คลิกเลือกที่ปุ่มคำสั่ง Environment Variables ของไดอะล็อก ซึ่งจะมีไดอะล็อกปรากฏขึ้นอีกชุดหนึ่งดังรูปถัดไป


บนไดอะล็อก Environment Variables ที่ปรากฏขึ้น ให้เลือกหาหัวข้อ Path ซึ่งเป็นแหล่งที่เก็บไดเรคทอรีที่เป็นแหล่งที่เก็บโปรแกรมต่างๆ ที่เราต้องการให้ Windows เรียกโปรแกรมที่เราค้องการใช้จากแหล่้งที่เก็บดังกล่าวอัตโนมัติไม่ว่า จะเรียกจากจุดใดๆ ของระบบของ Windows โดยเราจะพบหัวข้อ Path ได้ในกรอบ System variables ของไดอะล็อก Environment Variables ดังรูปข้างต้น ให้คลิกหรือแตะเลือกที่หัวข้อดังกล่าว แล้วมาคลิกหรือแตะเลือกที่ปุ่มคำสั่ง Edit ใต้กรอบ System varilables ตามลำดับ


จากนั้นจะมีไดอะล็อกชื่อ Edit environment variables อีกชุดหนึ่ง ปรากฏขึ้นดังรูปข้างต้น บนไดอะล็อกชุดนี้ ให้คลิกหรือแตะเลือกที่ ปุ่มคำสั่้ง New จากนั้นทำการพิมพ์ชื่อ ไดเรคทอรี่ที่เป็นแหล่งที่เก๋็บโปรแกรมใช้งานของเราตรงกรอบแถบรับข้อความที่ปรากกบนไดอะล็อก (ใส่ชื่อไดเรคทอรี่ตามมาตรฐานของระบบ Ms-Windows) จากนั้นทำการคลิกหรือแตะเลือกที่ปุ่มคำสั่ง Ok ของทุกๆ ไดอะล็อกที่ผ่านมาตามลำดับ สุดท้ายให้ทำการ Reboot เครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ ซึ่งระบบของ Windows ก็จะรับรูหรือรู้จักไดอเรคทอรี่ของโปรแกรมที่เราติดตั้งไว้ ทำให้จะสามารถทำการเรียกโปรแกรมขึ้นมาใช้งานได้จากส่วนใดๆ ของ Windows ก็ได้

หมายเหตุ Windows หมายถึง Ms-Windows, ไดเรคทอรี่ (Directory) ในที่นี้ื้หมายถึง โฟลเดอร์ในระบบคอมพิวเตอร์

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564

my bytecoin address

 


28ExGFyTXTPdCHYqPqkNasMjTYHpnHFgG7KAAEcQpKkYKoX1UzLzHdsgjykcu8CuQRG9SxEoSH7YxCHJVp7Ui9es3WSjGDt

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564

มะม่วง : พีชพันธุ์ต้นไม้และสมุนไพรที่บ้านฉัน

 


ชื่อเรียกทั่วไป : มะม่วง (Mango)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mangifera indica

วงศ์ : Anacardiaceae


ลักษณะทั่วไป : มะม่วงเป็นไม้ยืนต้น เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ใบ ยาว ปลายแหลม ขอบใบเรียบ ใบอ่อนสีแดง ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ดอก มีขนาดเล็ก สีขาว ผล ลูกอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลือง เมล็ดแบน เปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง

การใช้ประโยชน์ : มะม่วงเป็นพืชสวนชนืดหนึ่งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยส่งผลมะม่วงออกไปขายต่างประเทศเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากฟิลิปปินส์ และแม็กซิโก 


สรรพคุณทางยาในแพทย์แผนไทย : ใบมะม่วง ใช้รักษาแผลสด ช่วยสมานแผล แก้แผลอักเสบ นำมาต้มดื่มแก้เบาหวาน ผลมะม่วง ช่วยลดความเครียด แก้โรคเลือกออกตามไรฟัน บำรุงผิว เพิ่มสมรรถนะทางเพศ ขับปัสสาวะ ป้องกันการเป็นลมแดด ผลดิบถูกใช้เป็นยาแก้เบาหวานมาแต่โบราณ ผลสุกช่วยลดการอักเสบของแผลที่มุมปาก หรือแผลในช่องปาก

ที่สวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา มีการปลูกมะม่วงไว้หลายสายพันธุ์ โดยจะเน้นปลูกไว้กินเป็นหลัก ถือเป็นไม้ชั้นกลางของไม้ 5 ระดับของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และจัดอยู่ในป่าของกิน (forest for eat) ของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างด้วย



มังคุด : พีชพันธุ์ต้นไม้และสมุนไพรที่บ้านฉัน

 


ชื่อเรียกทั่วไป : มังคุด (Mangosteen)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Garcinia mangostana Linn.

วงศ์ : Clusiaceae


ลักษณะทั่วไป : มังคุด เป็นผลประเภทไม้ยืนต้น อายุให้ผลประมาณ 6 ถึง 7 ปี สูง 10-12 เมตร ทุกส่วนมียางสีเหลือง ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปวงรีแกมขอบขนาน  เนื้อใบหนาและค่อนข้างเหนียว หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบสีอ่อนกว่า ดอก ดอกเดี่ยวหรือเป็นคู่ ออกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกมีทั้งสมบูรณ์เพศหรือแยกเพศ กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลืองติดอยู่จนเป็นผล กลีบดอกสีแดง ฉ่ำน้ำ ผล  ค่อนข้างกลม เปลือกนอกค่อนข้างแข็ง แก่เต็มที่มีสีม่วงแดง ยางสีเหลือง เนื้อในมีสีขาวฉ่ำน้ำ จำนวนกลีบของเนื้อจะเท่ากับจำนวนกลีบดอกที่อยู่ด้านล่างของเปลือก

การใช้ประโยชน์ : มังคุดเป็นผลไม้ที่นิยมอย่างมากในแถบเอเชีย โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น "ราชินีแห่งผลไม้" (Queen of Fruits) มังคุดมีสารแซนโทน (Xanthone) ในปริมาณมาก แม้จะมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบ ลดความดันโลหิต ช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งและอาการแพ้ต่าง ๆ

สรรพคุณทางยาในแพทย์แผนไทย : คนไทยรู้จักใช้มังคุดเป็นมานานแนว โดยเฉพาะเปลือก แก้ท้องเสีย หรือใช้เป็นยาสมานแผล เรียกว่า ยาเปลือกมังคุด และเป็นยาสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มีสรรพคุณช่วยสมานแผล ทั้งแผลสดและแผลเรื้อรัง ขนาดและวิธีใช้ ทาบริเวณที่เป็นแผลวันละ 2 ครั้ง เช้า- เย็น ข้อห้ามใช้ ห้ามทาบริเวณขอบตาและเนื้อเยื่ออ่อน แก้โรคท้องร่วง ท้องเสียเรื้อรัง และโรคเกี่ยวกับลำไส้

ที่สวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา มีมังคุดปลูกไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งมังคุดถือเป็นไม้ชั้นกลาง ของไม้ 5 ระดับของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และเป็นส่วนประกอบของป่าของกิน (forest for eat) ของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง อีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564

สัก : พีชพันธุ์ต้นไม้และสมุนไพรที่บ้านฉัน

   


ชื่อเรียกทั่วไป : สัก (Teak tree)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tectona grandis

วงศ์ : Lamiaceae


ลักษณะทั่วไป : สักเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เป็นไม้เนื้อแข็งปานกลาง เปลือกลำต้นเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็ก ๆ สีเทา โคนเป็นพูพอนต่ำ ๆ เรือนยอดเป็นพุ่มทรงกลมค่อนข้างทึบ เปลือกสีเทา เรียบ หรือแตกเป็นร่องตื้นตามความยาวลำต้น ใบ เป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่ ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ปลายใบแหลมโคนมน ยาประมาณ 30 เซนติเมตร กว้างเกือบเท่ายาว ผิวใบขนสากคายสีเขียวเข้ม ดอก มีขนาดเล็ก สีขาวนวลออกเป็นช่อตาม ปลายกิ่ง ออกดอกและเป็นผลเดือน มิถุนายน - ตุลาคม ผล เป็นผลแห้งค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร เปลือกแข็ง ภายในมี 1 - 3 เมล็ด สักเป็นไม้ป่าเบญจพรรณ ผลัดใบในฤดูหนาว พบทั่วไปทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกบางส่วน สักเป็นต้นไม้ที่เติบโตได้ดีในมที่ดอน ไม่ชอบน้ำท่วมขัง


การใช้ประโยชน์ : คนไทยรู้จักใช้ไม้สักมาสร้างเป็นบ้านเรือน และเครื่องใช้ เครื่องเรือนมาหลายพันปี เนื่องจากไม้สักมีความคงทนและมีความสวยงาม

สรรพคุณทางยาในแพทย์แผนไทย : เนื่องสักถือเป็นไม้ประจำถิ่นในพื้นที่ของประเทศไทย คนไทยสมัยก่อนจึงมีการศึกษาทดลองนำส่วนต่างๆ ของต้นสักมีทำเป็นตำรับยาในหลายๆ ลักษณะ ใบและเนื่้อไม้สักมีรสเผ็ดเล็กน้อย ใช้เป็นเป็นยาบำรุงโลหิต แก้โลหิตเป็นพิษ แก้อาการอ่อนเพรีย ขับลม ใบใช้เป็นส่วนประกอบของยาอมแก้เจ็บคอ ใช้เป็นยาขับประจำเดือน ดอกใช้เป็นยาขับปัสสาวะ เนื้อไม้ใช้ขับพยาธิ บางตำรับใช้เนื้อไม้แก้อาการปวดหัวด้วย

ที่สวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา ปลูกต้นสักไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อไว้ใช้สำหรับซ่อมแซมบ้าน หรือทำเครื่องเรือน โดยเป็นส่วนหนึ่งของป่าไม้สร้างบ้านหรือไม้เศรษฐกิจ (forest for construction) ซึ่งเป็นป่าอย่างหนึ่งของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง สักจัดเป็นไม้ชั้นสูง(เรือนยอดสูง)ของไม้ 5 ระดับของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2564

กาแฟ : พีชพันธุ์ต้นไม้และสมุนไพรที่บ้านฉัน

 



ชื่อเรียกทั่วไป : กาแฟ (Coffee)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coffea arabica L.

วงศ์ : Rubiaceae

ลักษณะทั่วไป : กาแฟเป็นไม้พุ่มขนาดปานกลางสูงประมาณ 2 - 3 เมตร กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม สีเขียว กิ่วแก่จะมีลักษรณะแข็งสีน้ำดาล, ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร ยาว 12-15 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนแหลมเล็กน้อย ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบเป็นมัน บางครั้งเป็นคลื่น, ดอก ออกเป็นกระจุกตามง่ามใบ มี 2-9 ดอก หรือมากกว่า สีขาว มีกลิ่นหอม ก้านดอกสั้นมาก มีใบประดับเล็กๆ รูปไข่ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ก้านเกสรเพศเมียพ้นหลอดดอกเล็กน้อย, ผล กลมรี ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผลแก่สีเขียว ผลสุกสีแดงหรือเหลือง ผนังผลหนา เมล็ดแคบยาว มักมี 2 เมล็ด กาแฟที่ปลูกในเมืองไทย มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ โรบัสต้า และอาราบีกา

การใช้ประโยชน์ : กาแฟ ถูกนำมาใช้ทำเครื่องดื่มที่มีประวัติยาวนาน โดยการนำเมล๋็ดในกาแฟแห้งมาคั่ว บด เป็นผง ชงเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบการดื่มที่หลากหลาย


สรรพคุณทางยาในแพทย์แผนไทย : เนื่องจากกาแฟไม่ใช่พืชประจำถิ่นในไทย จึงแทบจะไม่มีการนำกาแฟมาเข้าตำหรับยาโบราณของแพทย์แผนไทย แต่ที่เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า กาแฟมีส่วนประกอบของคาเฟอีน ทำให้มีสรรพคุณเป็นยาชูกำลัง ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น หากดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ



ที่สวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา จะปลูกกาแฟในลักษณะของไม้พุ่มหรือไม้ชั้นเตี้ยของไม้ 5 ระดับของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และจัดอยู่ในกลุ่มป่าของกิน (forest for eat) ของป่า 3 อย่าง ประโชชน์ 4 อย่าง โดยปลูกกระจายทั่วแปลงไม่น้อยกว่า 500 ต้น ผลผลิตบางปี มีปริมาณมากเพียงพอสำหรับการใช้ทำเป็นเครื่องดื่มช่วงพักรับประทางของว่างของการจัดอบรมที่มีในส่วนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่น่าป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทาได้ทั้งปีทีเดียว
 

กระชาย : พีชพันธุ์ต้นไม้และสมุนไพรที่บ้านฉัน

 


ชื่อเรียกทั่วไป : กระชาย (Kaempferia) กะแอน (อีสาน, เหนือ)  ขิงซาย (อีสาน) จี๊ปู (เงี้ยว แม่ฮ่องสอน) ซีพู (เงี้ยว แม่ฮ่องสอน) เป๊าะซอเร้าะ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) เป๊าะสี่ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) ละแอน (เหนือ) 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia rotunda

วงศ์ : Zingiberaceae

ลักษณะทั่วไป : กระชายเป็นพืชล้มลุก ตระกูลขิง (Zingiberaceae) อายุประมาณ 1 ปี เป็นพืชลำต้นใต้ดิน มีลักษณะเป็นจุก เรียกว่า เหง้า มีส่วนรากหลักมีลักษระเป็นแท่ง อวบน้ำ แทงลึกลงในดิน มีส่วนรากฝอยแตกแขนงออกจากรากหลัก ส่วนใบจะชูขึ้นบนดิน ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับเป็นลักษณะวงกลม รูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง 4.5-10 เซนติเมตร ยาว 13-15 เซนติเมตร ตรงกลางด้านในของก้านใบมีร่องลึก ดอก ช่อ ออกแทรกอยู่ระหว่างกาบใบที่โคนต้น กลีบดอกสีขาวหรือชมพูอ่อน ใบประดับรูปใบหอกสีม่วงแดง ดอกย่อยบานครั้งละ 1 ดอก โดยปรกติ กระชายจะทิ้งใบและรากปีละครั้ง โดยจะทิ้งใบก่อน ส่วนรากค่อยๆ ฝ่อลง และจะแตกใบและรากใหม่หลังฤดูแล้งผ่านไป กระชายจะแบ่งเป็น 3 ชนิดคือ กระชายแดง กระชายดำ (กลุ่มกระชายป่า) และกระชายเหลือหรือกระชายขาวหรือกระชายแกง

การใช้ประโยชน์ : คนไทยใช้ส่วนรากและลำต้น (หัวใต้ดิน) เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร มายาวนาน นอกจากนี้กระชายยังมีสรรพคุณทางยา เนื่องจากมีสารสำคัญหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์ ในช่วงที่ไข้หวัดลงปอดหรือโควิด-19 ระบาด ตั้งแต่ปี พ.ศ 2563 ได้มีการวิจัยพบว่าในกระชายมีสารแพนดูเรทินเอ (Panduratin A) และ พินอสตรอบิน (Pimostrobin) สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสโควิด - 19 ในหลอดทดลองได้

สรรพคุณทางยาในแพทย์แผนไทย : กระชายถูกใช้ในหลายหลักษณะ เนื่องจากมีสรรพคุณทางยาที่หลากหลาย เช่น สรรพคุณในการบำรุงกำลัง, การแก้องคชาตตาย, แก้ปวดข้อ, แก้วิงเวียน แน่นหน้าอก, แก้ท้องเดิน, แก้แผลในปาก, แก้บิด, ส่วนการใช้ภายนอกจะสรรพคุณแก้ฝี, สรรพคุณแก้กลาก, ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ นอกจากการแพทย์แผนปัจจุบันยังพบว่าในเหง้าของกระชาย มีสารอาหารหลายชนืด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินต่าง ๆ ซึ่งมีประโยชน์แก่ร่างกาย 


 ที่สวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา ไม่ได้ปลูกกระชายในเชิงการค้า แต่ปลูกเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เป็นกลุ่มพืชหัวใต้ดิน ซึ่งที่สวนจะมีกระชายกระจายอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการปลูกในกระสอบไนลอน ตระกร้า กระถาง เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับคนที่มีที่ดินจำกัดด้วย



วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564

สะตอ : พีชพันธุ์ต้นไม้และสมุนไพรที่บ้านฉัน

  

ชื่อเรียกทั่วไป : สะตอ (Sato) ,Bitter bean, Twisted cluster bean, Stink bean 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Parkia speciosa

วงศ์ : Fabaceae


ลักษณะทั่วไป : สะตอเป็นไม้ยืนต้นตระกูลถั่ว (Fabaceae) ลำต้นสูงใหญ่ เรือนยอดมักจะอยู่สูงกว่าไม้อื่นๆ เนื้อไม้สะตอจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน

ลักษณะใบ
เป็นใบมนเล็กเรียงเป็นแผงอยู่บนก้านใบย่อย แยกแขนงจากก้านใบรวมอีกทีหนึ่งคล้ายใบกระถินแต่มีขนาดใหญ่กว่า สะตอจะผลัดใบปีละครั้ง หรือช่วงสภาพอากาศแล้งจัด 

ดอก เป็นดอกย่อยๆ รวมเป็นกระจุกกลม ลักษณะเดียวกับดอกของกระถิน แต่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า โม่ง

ผล
มีลักษณะเป็นฝักเมล็ดเรียงกันตามแนวยาวของฝัก เมล็ดเมื่อกัดกินจะมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว

การขยายพันธุ์
  
นิยมใช้เป็นเมล็ดแก่จัดแต่ยังไ่ม่เหี่ยวแห้ง เพาะเป็นต้นในถึงเพาะ หรือในบางท้องที่จะใช้วิธีฝังเมล็ดลงดินเลย ส่วนต้นพันธุ์ที่ขายตามร้านจำหน่ายต้นพันธุ์ มีทั้งที่เป็นต้นจากเมล็ด ต้นเสียบยอด หรือ ติดตา 

อายุการให้ผลผลิต
ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือสะตอข้าว เป็นพันธุ์เบา มีความฉุนน้อย จะให้ผลผลิตประมาณ 4 ปี และสะตอดาน เป็นกลุ่มพันธุ์หนัก อาจจะให้ผลช้า 6 ถึง 10 ปี


การใช้ประโยชน์ : เมล็ด ใช้รับประทานสด เป็นผักน้ำพริก หรือใช้เมล็ดสดปรุงเป็นอาหารอื่นๆ ลำต้น ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ใบ ใช้ทำปุ๋ย สะตอ นิยมปลูกร่วมกับพืชสวนอื่นๆ เพื่อช่วยเพิ่มไนโตรเจนให้กับพืชอื่่นๆ


สรรพคุณทางยาในแพทย์แผนไทย : เมล็ดสะตอ จะคูณสมบัติในการแก้อาการไตพิการ, ช่วยปรับความดันในร่างกาย

 ที่สวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา มีการปลูกสะตอ กระจายทั่วพื้นที่กว่า 500 ต้น มีทั้งที่ให้ผลผลิิตแล้ว และปลูกเพิ่มใหม่ โดย สะตอ จะเป็นไม้ชั้นสูงหรือไม้เรือนยอดของป่า 3 อย่่าง ประโยชน์ 4 อย่างของสวนกสิกรรมธรรมชาติ ไร่่นาป่าผสม บ้านแม่ทำ สีทา



วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

มหาพิกัดตรีผลา ตำรับยาภูมิปัญญาไทย ป้องกันโควิด - 19

  

ภาพผลแห้งของสมอพิเภก (1), สมอไทย (2) และ มะขามป้อม (3)

        เมื่อวาน (24 กรกฎาคม พ.ศ. 2564) ผู้เขียนได้ร่วมฟังการเสวนาผ่านเฟสบุคของมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งได้มีการสัมภาษณ์ท่านอาจารย์คมสัน ทินกร ณ อยุธยา อาจารย์แพทย์แผนไทย ซึ่งได้กล่าวถึงตำรับยาขนานหนึ่งที่จะใช้สำหรับการป้องกันโควิด-19 ตำรับยาที่ทางท่านอาจารย์กล่าวถึง คือ มหาพิกัดตรีผลา ปรกติผู้เชียนจะทำน้ำดื่มตรีผลาดื่มเป็นประจำ

ตรีผลาเป็นตำรับยาโบราณ ที่มีการกล่าวถึงในพระไตรปิฏกของฝ่ายเถรวาสที่ยึดถือกันในประเทศไทย ซึ่งตรีผลาจะมีส่วนประกอบผลไม้ ๓ ชนิด สมอพิเภก (1), สมอไทย (2) และมะขามป้อม (3) โดยตำรับที่ทำกันทั่วไป จะใช้ผลไม้ทั้งสามชนืดในอัตราเท่าๆ กันสำหรับบำรุงร่างกาย แต่ในกรณีที่อยู่ในช่วงมีการระบาดของไข้หวัด หรือโควิด -19 ท่านอาจารย์ให้ใช้ตำรับ มหาพิกัดตรีผลา คือจะประกอบด้วย สมอพิเภก ๓ ส่วน : สมอไทย ๒ ส่วน : มะขามป้อม ๑ ส่วน ต้มน้ำเก็บไว้ดื่มป้องกีนโรคภัยที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ

(อัตราส่วน ๑ ส่วน โดยทั่วไปจะชั่งประมาณ ๑๕ กรัม หรือใช้ตามอุปกรณ์ตวงที่มี)

วิธีทำน้ำมหาพิกัดตรีผลาเก็บไว้ดื่ม

  •    ๑. เตรียมผลสมอพิเภก ๓ ส่วน, สมอไทย ๒ ส่วน และมะขามป้อม ๑ ส่วน นำมาล้างให้สะอาด (ถ้าเป็นแห้งแช่น้ำสะอาดพอท่วม ๓ ชั่วโมง)
  •    ๒. ต้มน้ำประมาณ ๓ ลิตร ให้เดือดประมาณ ๑๕ นาที
  •    ๓. นำส่วนผสมที่เตรียมไว้ใส่ลงในน้ำที่เดือด ต้มต่ออีกประมาณ ๓๐ นาที
  •    ๔. ยกลงตั้งทิ้งไว้ให้เย็น กรองเอาแต่น้ำกรอกใส่ขวดเก็บในตู้เย็นได้หลายวัน

วิธีการดื่ม

ไม่แนะนำให้ดื่มแทนน้ำนะครับ ให้ดื่มเช้าเย็นครั้งละแก้วโดยประมาณ

สรรพคุณ

  •     ๑. เสริมภูมิคุ้มกัน
  •     ๒. ป้องกันโรคหวัด
  •     ๓. บรรเทาอาการไอ
  •     ๔. ขับเสมหะ

 ในมุมมองของชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ใช้แพทย์ เราทราบกันดีว่า ผลไม้ทั้ง ๓ ชนิด มีวิตามิน ซี อยู่ปริมาณมาก ซึ่งวิตามิน ซี จะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้นกันต้านไวรัสกลุ่มเชื้อหวัดได้ รสเปลี่ยวอมหวานของผลไม้ทั้งสามชนิดจะช่วยให้ชุ่มคอ ขับ/ละลายเสมหะ ทำให้เชื้อโรคไม่ติดค้างอยู่บริเวณลำคอ ซึ่งจะช่วยยับยั้งไม่ให้เชื้อโรคคืบคานเข้าปอดได้เร็ว อย่าลืมว่า น้ำดื่มมหาพิกัดตรีผลา ใช้สำหรับการป้องกันเท่านั้น หากมีอาการติดเชื้อหวัด หรือโควิด ต้องรักษา ตามกระบวนการที่แพทย์ดำเนินการให้ ขออวยพรให้ทุกท่าน ปลอดโรคปลอดภัยทุกผู้ทุกคนครับ 

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ได้เวลาเปลี่ยนใส้กรองถ่านเครื่องกรองน้ำ

  


          ที่บ้านผู้เขียนอยู่ในชนบทที่ระบบประปายังเข้าไม่ถึง ในส่วนของน้ำดื่มจะเก็ยน้ำฝนไว้ในโอ่งปูน ปรกติจะพอใช้ทั้งปี ยกเว้นบางปีแล้งจัด ก็จะขอให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลช่วยนำน้ำมาสงให้ ซื้อบ้าง ฟรีบ้างแล้วช่วงของงบประมาณ
 แต่สำหรับน้ำใช้ ที่บ้านผู้เขียนจะอาศัยสูบมาจากอ่างเก็บน้ำซึ่งอยู่ไม่ไกลบ้านนัก เนื่องน้ำเป็นแหล่งน้ำสาธารณะ เป็นแหล่งน้ำเปิด จึงไม่เหมาะกับการนำมาดื่ม แต่กรณีของการนำน้ำมาใช้อุปโภค ผู้เขียนจะทำการสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำมาผ่านเครื่องกรอง ที่ทำขึ้นอย่างง่ายๆ โดยใช้ถังพลาสติกขนาดประมาณ ๑๕๐ ลิตร นำมาต่อท่อส่งน้ำเข้า (ปากท่อติดฝาถัง) และดึงน้ำออก (ปากท่อยาวถึงก้นถัง) ดังรูปข้างต้น
 ในส่วนของใส้กรองผู้เขียนจะใช้ถ่านหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน บรรจุไว้ข้างใน ถ่านจะทำหน้าที่ ดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์, ทำหน้าที่ฟอกสี, และทำหน้าที่ดูดซับสารพิษหรือโลหะหนักที่ปนมากับน้ำ โดยปรกติที่บ้านผู้เขียนจะเผาถ่านใช้เอง ดังนั้นถ่านที่ผู้เขียนจะนำมาใช้จะเผามาจากไม้ไผ่ ซึ่งเนื้อถ่านจะมีรูพรุนมากกว่าไม้ทั่วไป ช่วยในการดูดซับสารพิษ จึงนิยมนำถ่านไม้ไผ่มาทำใส้กรองของเครื่องกรองน้ำ


 การเปลี่ยนใส้กรองถ่าน ก็ทำได้ง่ายๆ เพียงเปิดฝาถังกรองน้ำ แล้วเทน้ำและก่้อนถ่านที่อยู่ในถังออก ถ่านกรองน้ำที่เทออกมานี้ จะนำไปตากให้แห้งสามารถใช้เป็นถ่านหุงต้มได้ตามปรกติ


การเปลี่ยนถ่านกรองทำบ่อยแต่ไหน

 เนื่องจากน้ำที่ได้จะเป็นน้ำใช้ ไม่ใช่น้ำดื่ม การเปลี่ยนถ่านที่ใช้เป็นตัวกรองน้ำ อาจจะ ทำทุกๆ ๓ หรือ ๖ เดือน แต่ถ้าแหล่งน้ำอยู่ใกล้ชมชน หรือแหล่งอุตสาหากรรม อาจจะต้องเปลี่ยนเดือนละครั้ง สำหรับปริมาณที่ใส่อาจจะใส่จนเต็มหรือเต็มถังก็ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณถ่านมี่เรามี อย่างในกรณีของผู้เขียนจะใส่ครั้งละ ๑ กระสอบอาหารสัตว์ ซึ่งจะได้ประมาณครื่งถังกรอง


โฆษณา a-ads.com

TraffiG Banner exchange.